อโหสิกรรม ทำได้แล้ว


เจ็บตรงแผลที่มองไม่เห็น รอยแผลเป็นที่กลางหัวใจ

ที่เธอกรีดเอาไว้ ลึกๆข้างใน จะนานเท่าไหร่ก็ยังช้ำ

จบตรงแผลที่มองไม่เห็น รอยแผลเป็นที่ยังฝังจำ

ฝังแน่นอยู่ในใจคอยตอกและย้ำ ว่าคงช้ำใจอย่างนี้ไปจนตาย..ยยย

ระยะเวลา เกือบสามเดือนที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ฉันได้ยินเสียงเพลงนี้ ฉันจะรู้สึก เจ็บ และแค้นอยู่ลึกๆ ทุกครั้ง Sad ทั้งที่ไม่อยากจะรู้สึกแค้น  ถึงแม้ไม่ได้ฟัง ฉันก็จะมักนึกถึงเพลงนี้ ทั้งที่ใจ ไม่ได้คิดอะไร หรือบางครั้งที่ฉันนึกถึง พวกเขา นึกถึงสิ่งที่พวกเขาเคยกระทำ ฉันก็มักจะ รู้สึก เกลียด และแค้น ขึ้นมาลึกๆ  จริงๆ ความรู้สึกเหล่านี้ จะไม่ทรมานเลย หาก เราไม่วิ่งหนีความรู้สึกเหล่านั้น  ..

people03

ครั้งสุดท้าย ด้วยความโกรธ และเสียใจ กับสิ่งที่เขาทั้งสองทำไว้ …ฉันขอให้พวกเขาได้รับกรรม ในสิ่งที่เคยทำไว้กับฉัน ให้พวกเขาได้รู้สึกถึงความรู้สึกที่ฉันเจอ ไม่แช่ง ก็เหมือนแช่ง ฉันจึงรู้สึกเกลียดตัวเอง ที่ละทิ้งความรู้สึก ความคิดแบบนี้ไม่ได้ ฉันจมอยู่กับความอาฆาตเล็กๆ ที่ไม่อยากให้เป็น แต่ก็อดไม่ได้ …

ทุกวัน ฉันตั้งใจ อโหสิกรรมให้พวกเขา แต่ส่วนลึกของจิตใจ ก็ทำไม่ได้เลย ฉันพยายามวิ่งหนี ความรู้สึก อาฆาต ด้วยไม่อยากเป็นเวรเป็นกรรมกับพวกเขาอีก … แต่ยิ่งหนีเท่าไหร่ ก็ยิ่งทรมานเท่านั้น ทุกครั้งที่ฉันนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ความรู้สึกเกลียด จะวิ่งแซงเข้ามาในความคิดอยู่เสมอ ฉันพยายามสะกดความเกลียดนั้น แล้วอโหสิกรรม แต่ก็ไม่เคยทำได้อย่างโล่งใจ จนฉันรู้สึกทรมาน และ เจ็บอยู่ในใจลึกๆ เหมือนเนื้อเพลง บางครั้ง น้ำตามันก็ซึม ด้วยความรู้สึกเจ็บ ที่บอกไม่ถูก Shocked..


ทุกวัน ที่ฉันสวดมนต์ ฉันมักจะอธิษฐาน ขออโหสิกรรม และ ขอถอนคำสาบแช่ง ให้ทุกผู้ทุกนามพ้นจากคำสาบแช่งของฉันเองในทุกภพทุกชาติ … แต่เมื่อจบคำอธิษฐาน จิตใจฉัน ก็ไม่เคยที่จะโล่งสบาย สักครั้ง มีแต่ความกังวล ความหมองเศร้า ด้วยรู้ว่า ส่วนลึกๆแล้ว ฉันยังอาฆาตเขาอยู่ และฉันก็ได้แต่ตั้งจิตอธิษฐานต่อพระพุทธองค์ทุกครั้ง อีกว่า ขอให้ จิตของฉัน คลายความอาฆาต ให้รู้สึกอโหสิกรรมได้อย่างแท้จริงในเร็ววันด้วย … ขอพระพุทธองค์นำทาง …


ฉันเคยถามตัวเอง ว่าเมื่อไหร่ ฉันจะลืมความรู้สึกที่ไม่ดีพวกนี้ .. ฉันอยากจะจดจำเขาไว้แต่สิ่งดีๆ อยากเอาความรู้สึกเจ็บ และความแค้น ที่อยู่ลึกๆนั้น ออกไปจากใจ  แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ Crying or Very sad


ฉันแทบไม่ได้ไปวัดเลย จากที่เคยไปอยู่เรื่อยๆ.. เวลาไปวัด ถึงเวลา ออกกรรม ฉันก็มักจะเลี่ยง จนแม่ชีพร เบื่อที่จะเรียก …Razz ..จนเมื่อ คุณแม่ใหญ่ มา และเจอฉัน เมื่อวันถวายพระพุทธรูปให้กับทางวัด (ซึ่งเป็นอะไรที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไป) ฉันพยายามเลี่ยงๆ และอยู่ห่างๆท่านแล้วนะ อิอิ แต่อยู่ดีๆคุณแม่ ก็เรียกเข้าไปคุยไปถาม ถึงเรื่องราว ระหว่าง ฉันกับเขา และชีวิตที่ผ่านๆมา (เหมือนท่านจะรู้) ท่านคงกลัวฉันจะแย่ไปกว่านี้มั้ง เหอๆๆๆ เมื่อฉันบอกว่า ทุกวันนี้ ทำได้แค่ พยายามที่จะสวดมนต์  อย่างอื่น ไม่อยากจะทำอะไรทั้งนั้น รู้สึกมันฟุ้งซ่านไปหมด

ท่านจึงว่า… สวดมนต์เป็นยาทา วิปัสสนาคือยากิน นะ … แล้วก็ได้แนะนำ วิธีการปฏิบัติที่ท่านคงดูแล้วเหมาะกับฉันมา โดยบอกให้ฉัน ทำให้ได้ ขยัน และ ฝืนทำ หน่อย อยู่บ้านออกกรรมเองได้  ก็ ออกกรรม ให้หมด เพราะสิ่งที่ท่านแนะนำมานั้น ท่านว่า สำหรับคนที่ ออกกรรม จนโล่งแล้วเท่านั้น  วันนั้น ท่านตบท้ายด้วยคำสอน แกม ดุๆ ว่า “ธรรมะของพระพุทธเจ้า คือสิ่งวิเศษสุด  แล้วเราจะมามัวหลงจมปรักอยู่กับกิเลส ไปทำไมSad

เหอๆๆๆ ขอบพระคุณคุณแม่ค่ะ ..ที่เมตตา ..

หลังจากวันนั้น ฉันพยายาม ฝึก ตามที่คุณแม่ แนะนำมา … แต่ก็ ไม่วาย ที่จะรู้สึกแบบเดิม … กลางคืน ฉันลองนั่งออกกรรม อยู่คนเดียว … สองสามวันแรก ฉันได้รับรู้กรรมในเรื่องบางเรื่อง ที่ทำให้ฉัน มักทำเงินหาย อยู่เรื่อยๆ ในทุกๆ ต้นปี ซึ่งปีนี้ ก็ หายไปเรียบร้อยแล้ว ..Crying or Very sad.. จากนั้น .. วันอื่นๆ เวลาออกกรรมทีไร ฉันมักอยากจะร้องไห้ซะทุกครั้ง … แต่ ก็ไม่ได้รับรู้อะไรมากไปกว่านั้น ร้องไห้แต่ละครั้ง ก็มักจะร้อง แบบคนเก็บกด กลั้นเอาไว้ จนฉันเกิดความลังเลสงสัยบางอย่าง ที่คิดว่า ต้องไปให้ แม่ชีพร ช่วยตอบความสงสัยนั้น

เมื่อมีโอกาสได้ไป วัดอีกครั้ง ในวันมาฆบูชา (28กพ53) ฉันจึงได้เล่าให้แม่ชีพรฟัง และพยายาม ออกกรรม ครั้งแรก ..ฉันรู้สึกเจ็บที่ใจ อึดอัดอยู่ข้างใน และอยากร้องไห้  แต่ก็ร้องแบบคนกลั้นน้ำตา ..ไม่มี สิ่งใดๆในหัว บอกไม่ถูกว่า เป็นเพราะอะไร ถึงอยากร้อง … จน หยุด และคลายกรรม นั่งสมาธิ …ครั้งที่สอง ไม่ค่อยมีใครแล้ว แม่พร จึงบอกให้ ออกอีกครั้ง จะได้รู้ หากจะร้องไห้ ก็ให้ร้องออกมาดังๆ


เช่นเดิม… ฉัน รู้สึก อยาก ร้องไห้ พยายามร้อง แต่ก็ร้องไม่ออก … แม่พร พยายามบอกให้ร้องออกมาดังๆ ก็ได้แค่นั้น ความรู้สึกเหมือนคนอยากร้องไห้ แต่ ไม่ร้อง ร้องไม่ออก พยายามเก็บไว้ข้างใน ประมาณนั้น ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน ..ถามตัวเองอยู่นาน ว่า ร้องไห้ทำไม ก็ไม่มีคำตอบใดๆ … ไม่นาน แม่พร ก็พูดว่า “ลูกผู้ชายก็ร้องไห้ได้นะ”  เพียงเท่านี้! สิ่งต่างๆ ก็พรั่งพรูออกมา …

….. “เอ็งไม่รู้หรอก ว่าข้าเจ็บแค่ไหน” ฉันตอบสวนออกไปทันควัน เมื่อแม่พรพูดจบ

ฉันเห็นภาพ ห้องๆ หนึ่ง เป็น ห้องไม้ฝาสีน้ำตาล แบบบ้านไม้สมัยโบราณ ที่เตียงนอนมุมห้อง มีชายคนหนึ่งใบหน้านิ่งสงบ แต่แววตาลึกๆ ดูปวดร้าว.. กำลังยืนมอง หญิงที่ตัวเองรัก เดินออกจากห้องไป ด้วยความรู้สึก ที่เสียใจ และเจ็บแค้นมากมาย มือกำหมัดแน่น แต่ไม่มีน้ำตา และไม่คิดที่จะตาม …ส่วนหญิงคนนั้น ท่าทางร้อนรน เดินหนีออกจากห้อง เหมือนกำลังจะรีบหนีชายคนนี้ไปให้พ้นๆ … จิต บอกว่า หญิงที่เห็นคนนั้นคือ ฉันเองในอดีตชาติ

สองมือของฉัน กำหมัดแน่น .. และแน่นจนเจ็บมือ เพราะเล็บที่นิ้วก้อยนั้นยาวมาก .. เมื่อได้ยินแม่พรพูดเช่นนั้น จิตรู้สึก อยากเก็บอาการ ร้องไห้ไว้ข้างใน เป็นผู้ชายร้องไห้ไม่ได้ และไม่อยากร้องไห้ให้ใครเห็น มันน่าอายนัก ความรู้สึกทั้งหมดจึงไปอยู่ที่มือ เหมือนชายคนนั้น ที่ฉํนเห็น.. แต่ยิ่งกลั้นน้ำตาเท่าไหร่ ก็ยิ่งกำหมัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนเล็บที่นิ้วก้อย จิกลงไปที่เนื้อ จนเจ็บ แต่จะคลาย ก็คลายออกไม่ได้ …  ความรู้สึกแค้นจุกอยู่ที่อก … ยิ่งแม่พร พยายามพูดให้ฉันร้องไห้ ออกมา …. จิตเริ่มรู้สึกรำคาญ ว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ พูดมากจัง ทำไมต้องมาคอยพูดอะไรด้วย

… “เอ็งเป็นใครวะ” … ฉันถาม ด้วยความรำคาญ

“แล้วคิดว่าฉันเป็นใครล่ะ”  แม่พร ถาม

ฉันไม่ตอบ ยังคงกำมือแน่นอยู่อย่างนั้น  แต่ยิ่งกำก็ยิ่งโกรธแค้น จึงร้องไห้ออกมาเพื่อระบาย บางครั้ง ก็ กำหมัดชกลงกับพื้นข้างๆตัว ด้วยความแค้นที่ฝังอยู่.. แต่ฉัน ก็ไม่ได้บอกแม่พร ว่า เพราะอะไร จึงเป็นแบบนี้ เพราะจิตรู้สึกไม่อยากบอก และไม่อยากคุยกับผู้หญิงคนนี้ … ได้แต่ บอกว่า แค้น และ เกลียดมันนัก (หมายถึง เจ้ากรรมนายเวรท่านนี้เกลียด ตัวฉันเอง) … แม่พร พยายามพูด บอกให้ เจ้ากรรมนายเวรท่านนี้อโหสิกรรม แต่พูดอย่างไรๆ ก็ไม่ยอม ได้แต่ร้องไห้ และ กำมือแน่นด้วยความแค้นอยู่อย่างนั้น อีกทั้งยังรู้สึกรำคาญ ไม่อยากจะฟัง … เบือนหน้าหนี อีกต่างหาก …

ในส่วนสติ ฉันเริ่ม รู้สึกเหนื่อย และบอกตัวเองว่า ท่าทาง เจ้ากรรมนายเวรคนนี้ จะยังไม่ยอมง่ายๆ เพราะไม่ว่าแม่พรจะพูดขู่อย่างไร ก็ไม่กลัว แม้แม่พรจะบอกว่า จะเรียกยมบาล .. ก็ไม่มีความรู้สึกว่าจะกลัว มีแต่ ความเกลียด แค้น และสะใจ เท่านั้น ทำอะไรก็ได้ ขอแค่ให้ ฉัน ทรมานมากๆ มากกว่าที่เขาเคยได้รับ …  ส่วนของสติ ฉันอยากบอกแม่พรว่า ~ พอก่อนได้ไหม ขอคลายกรรมได้ไหม เพราะฉัน บอกตัวเองได้ว่า เจ้ากรรมนายเวรคนนี้ คงไม่ยอมง่ายๆ … จึง อยากจะคลายกรรมออก เพราะเหนื่อย แล้ววันหลังค่อยมาใหม่ … แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป … ยังคง ก้มหน้า ร้องไห้ และกำหมัดแน่นอยู่อย่างนั้น

แม่พร ยังคงพูดอยู่ตลอดเวลา ไม่มีหยุด  ทั้ง ขู่ ทั้ง ยกธรรมะมาพูด ทั้งถามว่า ทำกรรมอะไรกันมา ฉันก็ไม่พูด แต่ก็เหมือน จะคล้อยตาม แต่แล้ว….

… “ไม่!!!  …. ไม่!!!” … ฉันตอบกลับ ทันทีด้วยจิตที่ยังรู้สึกอาฆาต เมื่อแม่ชีพร  พูดขอให้อโหสิกรรม

“ก็ตามใจ…” แม่พรก็ไม่ได้ง้อ …5555  ในช่วงนี้ ฉันกลับมานั่งดูวีดีโอที่บันทึกไว้ .. ก็อดหัวเราะไม่ได้ ..แม่พรคง เอือม ไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อแน่ๆเลย

จากนั้น ฉันรู้สึก เหมือนอัดแน่นอยู่ที่อก จนต้อง งอตัว แล้ว ร้องระบายความอัดอั้นนั้นออกมา “ อ่ะ อะ …อา….”

แม่พรเว้นช่วงไปแป๊บนึง ก็พยายามพูดต่อ…จนคุณแม่ใหญ่ เดินมา …


(ต่อ)

 

 

หนึ่งความคิดบน “อโหสิกรรม ทำได้แล้ว

แนะนำ ติชม ให้กำลังใจ หรือ เล่าเรื่องราวที่อยากระบาย

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s