ในที่สุด ก็ ได้ ทำกฐิน ..


ก่อนนี้ เคย ตั้งใจไว้ว่า  สักวันจะต้อง ทำกฐิน หรือ จัดกฐิน ให้ได้…  หลังจาก ที่เคยทำ ผ้าป่า มาสองครั้ง ในช่วง5ปีที่ผ่านมา .. ครั้งนี้ ถึงแม้จะไม่ใช่ตัวตั้งตัวตี แต่ ก็ ขอแจม ด้วยการ เป็นประธานและจัดซื้อเครื่องกฐินให้ .. ต้องขอบคุณเพื่อน ที่อุตส่าห์ให้ความสำคัญ และยอมให้เรา ร่วมเป็น ประธาน และ จัดซื้อเครื่องกฐิน ทั้งหมด .. ขอบคุณกั๊บป๋ม

 

8/11/51  ตีห้า สิบห้า …

ออกเดินทางจากบ้าน ครั้งนี้ ต้องเดินทางคนเดียว อีกตามเคย … เพราะ พวก เพื่อนและคณะ ล่วงหน้าไปก่อนตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว จะชวนหลานไป ก็ รู้สึกว่า ไม่อยากจะไปกัน อย่างว่า เด็กเริ่มโต ก็ไม่อยากจะเข้าวัดกัน .. แค่บอกว่า ไปทอดกฐินที่วัด ก็ ไม่น่าสนใจแล้ว อิอิ…

เติมน้ำมัน 1000 บาท ก่อนขึ้นทางด่วน แล้วก็ ยิงยาว ไปทางสระบุรี จำได้ว่า เล็ก(เพื่อน) บอกไว้ว่า ถึงสระบรี ให้แยกไปทาง ลพบุรี เพชรบูรณ์ ไม่ต้องเข้าเมือง … ก็โอเค.. เช้าๆวันเสาร์ ไม่ค่อยมีรถ  ทางสะดวก วิ่งง่าย … 140-160 โดยประมาณ…วิ่ง ไปตามทางหลวง หมายเลข 1 แล้วไปแยก เข้า สาย 21 ที่ไปเพชรบูรณ์  ช่วงแยกนี้ เจอรถ ทหาร มาเป็นกองทัพ สิบกว่าคัน วิ่งมาเป็นขบวน  ไปทางสระบุรี สวนเราไป ไม่รู้ว่า จะวิ่งไปไหนกัน หลังจากที่เลนของเราไฟเขียว ขบวน ก็ยังคง วิ่งเปิดไฟขอทางอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้หยุดตามไฟแดง  ทำให้ได้รู้ว่า มาเป็นขบวน มันก็ดีอย่างนี้นี่เอง แต่ก่อนเคยคิดว่า …"ถ้ารถที่มาเป็นขบวน พอเจอไฟแดง จะเป็นไง สงสัยก็คงต้องแยก กันตรงไฟแดงนี่ละมั้ง"…

พอเริ่ม วิ่ง เข้าสู่ ทางหมายเลข 21 ก็จะเริ่ม เจอ ป้าย วัดเขาสมโภชน์เป็นระยะๆ แล้วก็ มี ป้าย ที่ทำให้รู้ว่า  ทุ่งทานตะวัน กำลัง เบ่งบาน ไปเป็นระยะตามข้างทาง  พออ่านดู … ถึงได้รู้ว่า เรามาถูกช่วงนี่หว่า … เพราะเค้าเขียนไว้ว่า เริ่ม ตั้งแต่ วันที่ 1-30 พย. 51  เย้ เย้ ..มาทั้งที ก็ต้องเอาให้คุ้ม   .. จะแวะ ให้หนำใจเลย…555   จำได้ว่า ทางเส้นนี้ จะมีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่เป็นทางชัน ขึ้นเขา … แล้ว ทางด้านซ้าย จะเป็นหุบเขา ที่ เขาจะปลูกทานตะวันไว้ ถ้า เป็นช่วงที่มัน บาน…ตรงนี้ จะเป็นที่ ที่สวยมากๆๆๆ     แล้วก็จริงๆ ..ช่วงที่เราไปถึง พระอาทิตย์ กำลังขึ้น จากทางด้านขวาของเรา ตอนนั้นประมาณ หกโมงครึ่ง .. แสงอาทิตย์ยามเช้า แดดอ่อนๆ ส่องไปที่ บรรดาดอกทานตะวันน้อยๆ ในหุบเขานั่น … โหยยยยยยยย ช่างสวยได้ใจเสียจริงๆ   แต่เสียดาย ที่ไม่สามารถจอดรถถ่ายรูปได้..

ขับต่อไปอีกสักระยะ ด้านซ้าย มีผู้ชายคนหนึ่งกำลังโบกธงอยู่ … สงสัยว่า โบกทำไม  มองไปจึงเห็นป้าย  เขียนไว้ ว่า เชิญแวะชมทุ่งทานตะวัน … เห็นมีรถจอดอยู่สองสามคัน… รถน้อยดี .. ก็เลย ตีไฟเลี้ยว เข้าจอดข้างทางมั่ง ตอนนั้น ประมาณ 06.45 น. .. เป็นอะไรที่ อากาศดีมากๆ รถก็น้อย ผู้คนก็น้อย .. เสียค่าเข้าชมคนละ 5 บาท … ราคานี้ ก็โอเคนะ … ไม่แพง  ตรงข้างทาง ก่อน ลงไปดูทุ่งทานตะวัน ก็ จะมีร้านค้า ห้าหกเจ้า กำลัง มาตั้งร้าน ขายพวกของที่ระลึก ขายเม็ดทานตะวันแปรรูป.. 

ในทุ่ง .. ยามเช้านี้  ดอกทานตะวัน และ ต้นไม้ต่างๆ ในทุ่ง.. ยังคงชุ่มไปด้วยน้ำค้างจากยามค่ำคืน .. โชคดี ที่เราใส่กางเกงขาสั้นลงไป เลยไม่ต้องกลัวว่าจะเลอะ อิอิ..    ว้าวววววววววววววววววว  อะไรเนี่ย เหลืองเต็มทุ่งไปหมด .. มองแล้ว ช่างชื่นใจอะไรเช่นนี้.. ด้านหลังไกลๆออกไป เป็นภูเขา ที่ยังมีหมอกยามเช้าลอยอยู่เหนือเขา.. เสียดาย ที่แสงไม่พอ และอยู่ไกล กล้องซูมไม่ถึง ประกอบกับ ท้องฟ้า ตรงช่วงภูเขามีเมฆเยอะ เวลาถ่ายรูป ภูเขา ออกมา ก็เลยดูมืดๆ ไปหมด..   

อยู่ถ่ายรูปกับทุ่งทานตะวัน ซักพัก .. จริงๆ อยากจะ มีแขนกว้างๆ ยาวๆ  โอบกอดให้มันทั่วทั้งทุ่ง แล้ว ก็ กว้าน เก็บเข้ามาไว้ แล้วใส่กระเป๋าไปด้วย ให้เป็นของเราคนเดียวจัง ที่ว่า นึกอยากเห็นเมื่อไหร่ อยากได้ความสุขแบบนี้เมื่อไหร่ ก็หยิบออกมาใช้ อิอิ…  ทำไงได้ ก็เก็บไว้ในใจ มันไม่หนำใจนี่นา … พอผ่านพ้นตรงนี้ไป เราก็ลืมแล้ว ว่า ความรู้สึกที่แบบ อิ่มใจ ที่ได้เห็นธรรมชาติงามๆ มันเป็นไง ถึงจะนึกออก มันก็ นึกได้ ไม่เต็มที่ มันไม่สุขเหมือนอยู่ในสถานที่จริง.. เหมือนเวลาที่เราไปป่า แล้วอยากจะสูดเอากลิ่นไอของป่า มาไว้ให้เต็มที่ ด้วยที่กลัวว่า จะต้องจากมันไปแล้วจะไม่ได้สัมผัสกับความสดชื่นของป่าอีก

7.20 น. เริ่มออกจากทุ่งทานตะวัน ขับรถต่อมาเรื่อยๆ ผ่านแยกที่เค้าเขียนว่า เลี้ยวขวาไปพัฒนานิคม.. ก็ไม่ได้เลี้ยว.. ยังคงขับตรงไป  ก็เจอแยกไฟแดงอีก แต่แยกนี้ มีป้ายบอกว่า เขื่อนป่าสักฯ เลี้ยวขวา  ก็เลย ตัดสินใจ เลี้ยวขวาไป ก็กะว่า เวลามีเหลือพอ ที่จะไปให้ทันงานกฐินอ่ะนะ… เพราะตอนนี้ ก็แค่ 7.30 เอง..   พอเลี้ยวขวาเข้ามา ก็ เห็นป้ายทางหลวงบอกไว้ ว่า เส้นทาง หมายเลย 3333 แหม..เลขสวยซะจริงๆ เส้นนี้…  ไม่ค่อยมีรถวิ่งเลย  ทางนี้ ยังแปลกใจอยู่ ว่า มาถูกทางเปล่าวะเนี่ย ..หาป้ายเขื่อนอีกก็ไม่มี…มีแต่ป้ายบอกว่าหมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้ อีกกี่กิโล… ก็ขับไปเรื่อยๆด้วยความไม่มั่นใจ… เข้ามาเกือบ สิบกว่าโลแล้ว ยังไม่เห็นป้ายเขื่อนเลย..      ทำไงดีวะ…..   แต่ก็ยังคงขับต่อไป  555     มาเจอสี่แยก เล็กๆ   โชคดี .. เจอป้ายเขื่อน บอกว่า ตรงไป ก็เลย นึกค่อยยังชั่ว ขับไปอีก ก็ มีป้าย บอกว่า เขื่อน ให้เลี้ยวขวา   เป็นถนนเล็กๆ  ก็เลี้ยวไป มีรถวิ่งอยู่หน้าเราคันเดียวเอง เป็นรถชาวบ้านแถวนั้น … แสดงว่า ทางนี้ ไม่ใช่ทางที่ คนทั่วไป จะเข้าเขื่อนแน่ๆ เหมือนเป็นทางที่คนในพื้นที่จะรู้มากกว่า … นึกในใจ หลงอีกแล้วกรู…555 สุดท้าย ทางนี้มันก็ไปโผล่เอา ที่ถนน สาย ที่มาจาก แยก พัฒนานิคม ที่เราผ่านมาน่ะเอง..555  โง่ชะมัดเลยตรู…

ขับเข้าไปในเขื่อน … ยามเช้า ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวซักเท่าไหร่ มีแต่พวก แม่ค้าพ่อค้า ..ที่เริ่มทยอยมา..  เห็น ป้าย บอกว่า จอดรถริมเขื่อน .. ก็เลย ขับไปเรื่อยๆ  กะว่า จะหาที่ ถ่ายรูป น้องนากับวิวเขื่อน ซะหน่อย… แล้ว ก็มาจอดเอา ตรงที่ ที่เค้าให้จอดรถ   .. ก็ใกล้ริมเขือ่นอยู่หรอก แต่ ก็ต้องเดินเข้าไปอีกประมาณ ห้าเมตร  … อิอิ มองดูแล้ว   ไม่เวิร์กสำหรับการถ่ายรูปน้องนากับเขื่อน อิอิ .. แต่ บรรยากาศ ยามเช้านี่ ใช้ได้เลยนะ  เค้าปลูกต้นมะพร้าว หรือปาล์มวะ.. ไว้ริมๆเขื่อน แล้วน้ำในเขื่อน ก็เต็มมมมมม … ลมพัดโชยๆ  แดดยามเช้า กำลัง แสดงพลัง  ท้องฟ้า โปร่งโล่ง ไม่ค่อยมีเมฆ… อากาศ เย็นสบายมาก …  น่านอน…   โหยยยยยยยยยย อะไรจะอากาศดีอย่างนี้เนี่ยยยยยยยย   ถ่ายรูปๆๆๆๆ    ถ่ายรูปออกมาก็เวิร์ก   ท้องฟ้า เป็นสีฟ้า ..โหยยยยยย ได้ใจจริงๆ ..555 เพิ่งรู้ว่า ยามเช้า นี่ … เวลาถ่ายรูป ฟ้าจะเป็นสีฟ้าสวยๆ เพราะ แสงจากดวงอาทิตย์ กำลังอ่อนๆ ยังไม่เต็มทั่วท้องฟ้า … บวกกับต้นปาล์มที่อยู่ริมน้ำ .. และสนามหญ้าเขียวๆ   … โอ้โห!!!!!!!!!!!!!!    ยกนิ้วให้เลย กับบรรยากาศแบบนี้…

ขับรถไปอีกหน่อย ตรงที่เค้าเขียนว่า กางเต๊นท์ บ้านพัก …. จะเป็นทางเล็กๆ ขับเข้าไป ก็จะเห็นมีเต๊นท์กางอยู่ สองสามหลัง มีชายหญิงสีห้าคน กำลังนั่งสูดบรรยากาศยามเช้าอยู่ …. น่าอิจฉาจัง.. ได้นอนดื่มบรรยากาศกันทั้งคืน .. 555  ขับเข้าไปอีกนิด ขวามือ จะมีบ้านพัก .. อยู่ เรียงกันเป็นแถว…ประมาณ 6-7 หลังได้มั้ง .. แล้วสุดทางก็ จะเป็นลานจอดรถ… …โห!!!! มันต้องตรงนี้สิ … ถึงจะถ่ายรูปเวิร์ก…. รถ จอดได้ ติดกับริมน้ำเลย…แล้ว อากาศตรงนี้ ก็ดีสุดๆ เหมือนกับ มีน้ำ อยุ่ล้อมรอบด้านเลย  สดชื่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆ    ลมพัดโชยเบาๆแสงแดดอ่อน ถูกบังด้วย ต้นปาล์ม ทำให้แสงที่ได้ ตอนถ่ายรูป กำลังดีมากๆเลย… และแล้ว เราก็ได้ ภาพน้องนา สุดประทับใจ สมใจอยาก อิอิ… แถมเป็นมุมที่สวยที่สุด ตั้งแต่ ถ่ายมาซะด้วย 555

แปดโมง สิบ แล้ว… กะว่า จากนี่ ไปวัด คงใช้เวลาประมาณอีก 1 ชั่วโมง.. จึงได้ออกเดินทางต่อ.. จริงๆแล้ว จะว่า ไป เส้นทาง มาลพบุรี นี่ ก็สะดวกนะ โดยเฉพาะ การมาเที่ยวชม เขื่อนป่าสักฯ  ก่อนหน้านี้ ที่เขื่อน เปิดใหม่ๆ เคยไปเที่ยว ครั้งหนึ่ง ด้วยบริการท่องเที่ยวของรถไฟ.. ครั้งนั้น แดดร้อนมาก มีความรู้สึก ไม่ประทับใจเอาซะเลย .. ทำให้มีความคิดว่า ไม่อยากมาอีก .. จะมาเที่ยวทำไม ก็แค่เขื่อน มาดูน้ำในเขื่อน เล่นก็ไม่ได้….. แต่จากที่ไปมาวันนี้ ความคิดที่เคยมี หายไปหมดเลย.. คิดแต่ว่า ถ้ามีโอกาส จะต้องขอมา นอน สูดบรรยากาศยามเช้าที่นี่ให้ได้..    และจะว่า ไป การมาเที่ยว คนเดียวนี่มันก็สบายใจอย่างนี้นี่เอง นึกจะไปทางไหนก็ไป ขับรถหลงก็ไม่ต้องเกรงใจใคร…5555

เอาละ จบเรื่อง ของการท่องเที่ยวภาคเช้าไว้เพียงเท่านี้ก่อน .. อิอิ..

 

มาถึงวัด ประมาณ 9.30  น.    ขับถเข้าไปจอด   เห็นมี ศาลา มีเครื่องเสียงอยู่ แต่ยังไม่เห็นมีใครมา  แต่ได้ยินเสียง ดนตรี แห่ มาไกลๆ จากนอกวัด …

ยืนรอสักพัก ขบวน รถ ขนเครื่องกฐิน  ก็ ค่อยๆเคลื่อน เข้าสู่ประตูวัด มีเพื่อนเป็นคนขับ หลังจากขบวนรถ สาม สี่ คัน ก็ตามติดมาด้วยขบวนของชาวบ้าน รำ. เซิ้ง กันใหญ่ มีวงดนตรี ที่ชาวบ้านเล่นกันเอง ด้วย แต่น แตน แต๊น แต่น แตน แต่น ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง …….. หลังจากที่ขบวน มาถึงวัด  ก็ มีการขน เครื่องกฐิน เข้าสู่ศาลา  และ ทางเจ้าภาพ ก็ได้นำซอง ออกมานับเงินทำบุญกัน ซึ่งยอดทำบุญครั้งนี้ อยู่ที่ 200000 นิดหน่อย (ต้องขออภัยค่ะ จำไม่ได้ เพราะไม่ได้ จดมา ….ทั้งที่ เป็นคนนับเองกับมือ อิอิ)

หลังจาก ที่ เรานั่ง กัน อยู่พักหนึ่ง เพื่อรอ อีกคณะ จากกาญจนาบุรี มาถึง …  ก็หาถ่ายรูป ไว้เป็นที่ระลึก บ้าง  เดินเล่น รอบๆศาลาบ้าง จนเมื่อ ทุกคน มากันพร้อมหน้าพร้อมตา และนับเงินทำบุญกันเรียบร้อย จึงได้ นำเอาเครื่องกฐิน ออกมา แห่ รอบโบสถ์    …. ชาวบ้าน ให้ความสนใจ กับการแห่เครื่องกฐินกันมาก   เค้าว่ากันว่า แห่กฐิน ก็เหมือนกับการแห่นาครอบโบสถ์  เหมือนบวชพระองค์หนึ่ง .. ซึ่งได้บุญ สุดๆ ชาวบ้านทุกคน จึงขอมีส่วนร่วมในครั้งนี้ ด้วย ดูได้จาก การ ถือเครื่องกฐิน   .. ในครั้งนี้ เราถือหมอน …. เชื่อมั้ย ว่า เสื้อเรา โดนดึง แล้วดึงอีก จากยาย ที่เดินอยู่หลังเรา เหมือนกับ เกาะๆกันไป ..เกาะๆกันได้บุญ ทำให้เราเดิน ลำบากนิดหน่อย แต่ก็ … รู้สึกดี …. การแห่เป็นไป อย่าง ร้อน ทุลักทุเล แต่ สนุกมาก เพราะ วงดนตรี และ ชาวบ้าน ที่เล่น ที่เซิ้ง นำอยู่หน้าขบวน นั่นเอง   คนรำ ก็รำไป ไม่เดินกันซักที คนถือของแห่ ก็รอ … เมื่อไหร่จะเขยื้อนน้อ …. คนในขบวน อย่างข้าพเจ้า ก็ คอย อยู่นั่นละ ว่า เมื่อไหร่ ข้างหน้าจะเดิน …. แต่เห็นเขาสนุกกัน ก็พลอยสนุกไปด้วย … 5555

ระหว่างที่เดินแห่ไปรอบๆโบสถ์นั้น .. จิดก็ตั้งใจนึกอุทิศบุญกุศล นี้ ให้กับ น้องบอย อย่างเต็มที่ ขอให้อโหสิกรรมซึ่งกัน และกัน แล้ว ก็ว่า ได้ทำกฐินให้แล้ว ตามที่บอกไว้ ให้ได้รับบุญนี้ไป เต็มๆ อยากเกิดภพไหนที่ดีๆ ก็ เลือกเอา … ไม่รู้ ทำไม … อยู่ดีๆ ก็น้ำตาซึม  ตื้นตันใจ … เหมือนกับจะบอกให้รู้ว่า น้องบอย ได้รับบุญที่เราตั้งใจทำให้นี้แล้วไปเต็มๆ ….

 

สาธุ สาธุ สาธุ ….

หลังจาก จบงาน กฐิน ทานข้าวที่วัด ต่างคน ก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน …

เมื่อเห็นว่า เวลายังเหลือ  จึงได้ ขับรถไปเที่ยว วัดเขาสมโภชน์ ซะหน่อย ขับไปเรื่อยๆ หลงอีกตามเคย อิอิ   หลงไปหลงมา ก็ถึง…

ทางเข้าวัด  สวยมากกกกกก    มีแปลงปลูกทานตะวัน อยู่ก่อนถึงวัด ด้วย    ก็เลยจอดรถถ่ายรูปซะหน่อย ไม่เสียกะตังค์ เห็นแล้ว ประทับใจ สวยจริงๆ .. เมื่อไปถึงวัด ตอนนั้นประมาณบ่ายสามได้ เห็นมีผู้มาปฏิบัติธรรมกันมากมาย กำลัง นั่งออกกรรมกันอยู่ เราก็เลย เดินเลียงไป กราบ หลวงพ่อคง อีกด้านหนึ่ง  มาคนเดียวไม่รู้จะไปไหน จะทำอะไร เลยเดินเล่นอยู่พักหนึ่ง เห็นมีทางขึ้นเขาแต่ไม่ได้ขึ้น .. ขี้เกียจ เห็นเค้าว่า ของดี อยู่ข้างบน อิอิ… แต่ไม่เอา กลับดีกว่า … ก็เลยขับรถกลับ กะว่าจะแวะเข้าไปดูเขื่อนป่าสักยามเย็นอีกสักรอบ …

หนึ่งความคิดบน “ในที่สุด ก็ ได้ ทำกฐิน ..

  1. แก.. ฉันมีเรื่องเน่าๆ มาฝาก ….
     
     
     

    …นานมาแล้ว..
    …ยังมีหอยตัวเล็กๆ…
    …ที่เกาะอยู่บนโขดหินริมทะเลตัวหนึ่ง..เป็นเพื่อนกับสายลม…
    …แม้มันจะไม่เคยเดินทางไปไหนเลย แต่หอยก็ได้รับรู้เรื่องราวของชีวิตอื่น… …ความงดงามของพื้นดินและท้องทะเลอันกว้างใหญ่จากสายลมผู้เดินทางไกลไปทุกหนทุกแห่ง …
    "ฉันช่างโชคทีเสียนี่กะไร" มันบอกตัวเองเช่นนั้นเสมอ
    "ได้อยู่บ้านเล็กๆที่อบอุ่นในโลกกว้างใหญ่ ได้ฟังเรื่องราวสนุกสนาน และมีเพื่อนแสนดี"
    …ไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใดสายลมผู้ยิ่งใหญ่ จึงพอใจคบหาหอยตัวเล็กๆ ……เป็นเพื่อนและแวะมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ซึ่งพบไปเจอมาจบลง ……สายลมก็จะหยุดนิ่งเพื่อรับฟังสิ่งละอันพันละน้อยที่หอยตัวเล็กๆ……ได้ค้นพบจากการอยู่กับที่ของมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สายลมไม่เคยรู้มาก่อน …
    "การออกเดินทางทำให้ได้พบเจอสิ่งต่างๆมากมาย แต่บางทีการพักนิ่งๆอยู่กับที่…ในบ้านหลังเล็กอันอบอุ่นเพื่อปล่อยความคิดให้เดินทางบ้างก็คงจะดีไม่น้อย" สายลมรำพึง …
    …หอยตัวเล็กๆมีความสุขกับเรื่องราวที่ได้ยินมาจากสายลม ……และสายลมก็มีความสุขที่ได้ฟังสิ่งต่างๆจากมันเช่นกัน …
    "ฉันกำลังจะจากไปในไม่ช้า อยากบอกให้รู้ว่า ฉันมีความสุขกับการเป็นเพื่อนของท่านเสมอ แต่ก็รู้สึกดีใจที่ตอนนี้ฉันจะได้ออกเดินทางไปที่แห่งใหม่ด้วยตัวเอง" หอยตัวเล็กกล่าว
    "แม้ฉัน ไม่อาจอยู่เล่าเรื่องต่างๆให้ท่านฟังได้อีก แต่เปลือกหอยซึ่งเป็นเสมอนบ้านของฉันยังคงอยู่ แม้ยามใดที่ท่าน อยากอยู่นิ่งๆ ลำพังกับตัวเอง ลองเข้ามาในเปลือกหอย บางที่ท่านอาจพบบางสิ่งบางอย่างหรืออาจไม่พบอะไรเลย แต่อย่างน้อยท่านจะมีความสุขในบ้านหลังเล็กอันอบอุ่นนี้ "
    "ฉันจะรำลึกถึงเจ้าตลอดไป"
    …สายลมกล่าวเบาๆ และออกเดินทางไปไกลแสนไกล เพื่อคลายความโศกเศร้า ……เมื่อกลับมายังท้องทะเลอีกครั้ง สายลมทำตามคำแนะนำของหอยตัวเล็กๆ……และถือเอาเปลือกเป็นเสมือนบ้าน…
    …นับแต่นั้นมา ถ้าหากเราเอาเปลือหอยมาแนบหู แล้วลองฟังดู……เราจะได้ยินเสียงของสายลม ที่กำลังเล่าเรื่องราวอันแสนมหัศจรรย์……ให้ใครบางคนได้ยิน ก็เป็นได้…

แนะนำ ติชม ให้กำลังใจ หรือ เล่าเรื่องราวที่อยากระบาย

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s