ช่วงเวลา …. ของชีวิต


ชีวิต คนคนหนึ่ง… คงจะแบ่ง เป็นช่วงเวลา ที่เราสนใจ อะไรต่างๆ ได้หลายๆช่วงนะว่ามั้ย
อย่างช่วงอายุเท่านี้ สนใจเรื่องนั้น  อายุเท่านั้น สนใจเรื่องนี้

อย่างเราเอง   ก่อนนี้ ไม่เคยคิดเลย ว่า จะสนใจเรื่องของธรรมะ จนมาช่วงนี้ …

จำได้ว่า สมัยเรียน ม.3 วิชาพระพุทธศาสนา มี สอน ให้นั่งสมาธิด้วย 

…ตอนนั้น เรายัง นั่งไม่ได้เลย ไม่อยากนั่งด้วย เพื่อนเกือบ 40 คน เขาหลับตากัน ส่วนฉันนั้นลืมตา

และก็เชื่อว่า คงมีเพื่อนอีกหลายคน ที่เป็นอย่างเรา  คือ รอ ..

รอให้ถึงเวลาที่อาจารย์จะพูดคำว่า " อ่ะ พอแล้ว ลืมตาได้ " ซะทุกครั้ง

พอเวลา อาจารย์ให้นั่ง ทีไร…เราก็มักจะคิดว่า สงสัยวันนี้ครูขี้เกียจสอนมั้ง เลยให้นั่งสมาธิ

เพราะนั่งทีไร ก็ 30 นาทีทุกทีอ่ะ

มีอยู่ครั้ง ที่มีเพื่อนคนหนึ่ง … คนนี้เรียนเก่ง ออกห้าวๆ (นึกว่าจะหาแฟนไม่ได้ แต่แม่งเสือกแต่งงานก่อนเพื่อน ตูละเซ็ง!!!!) … พออาจารย์บอกให้ลืมตาได้  ทุกคนก็ขยับตัว กระดุ๊ก กระดิ๊ก ก็หันไปเห็นเขายังนั่งหลับตาตัวตรงอยู่ อาจารย์ก็บอกพวกเราเบาๆว่า "ช่างเขา ปล่อยให้เขานั่งไป ดีแล้ว"
ตอนนั้นในใจเรา งง!  และพลันก็นึกนินทาไอ้เพื่อนคนนั้น นะ .. ไรวะ มันจะนั่งอะไรกันนักกันหนา นั่งแล้ว มันเห็นอะไรวะ แล้วมันไม่รู้ตัวเลยรึไง …

ทุกวันนี้ พอเรานั่งสมาธิทีไร เรามักจะนึกถึง ไอ้เพื่อนคนนี้อยู่เสมอเลย แล้วก็ชวนให้นึกอิจฉา เพื่อน ที่ มันสามารถนั่งสมาธิจนจิดนิ่งได้ ตั้งแต่สมัยยังเพิ่งวัยรุ่นนนนนน … ส่วนเราสิ เพิ่งจะมาเริ่มสนใจเอาตอนวัยรุ่น (เหมือนกัน) ตอนปลายๆ จนป่านนี้ ยังไม่เคยรู้เลย ว่าจิตนิ่งๆ นั่น มันเป็นยังไง

 

ช่วงชีวิตสมัย ม.ต้น ก็เฮฮา อยู่กับเพื่อนสนิท แถมห้าวสุดๆ  มี แอบรักรุ่นพี่ม.ปลายด้วย  ช่วงนี้มีทุกข์ เพราะการแอบรัก และ เริ่มมีอุดมการณ์ บอกกับตัวเองได้ว่า "ฉัน …อยากเป็น สืบ 2" (สืบ นาคะเสถียร)

ช่วงชีวิตสมัย ม.4 – ม.5 ก็เอาแต่เรียน เรียนทางสายที่จะทำให้เรา ได้เป็น สืบ 2 … ส-อา ก็ทำงาน แล้วก็ซ่าส์ (แบบมีกรอบ) เฮฮาปาร์ตี้ กับเพื่อนที่เรียน รด.ออกค่ายทีไร มันส์ทุกที  ทุกข์ อย่างหนึ่งที่จำได้ คือ ช่วงม.5 ไม่อยากเรียน ทักษะภาษาอังกฤษ ไม่อยากจนเครียด หลังๆจึงหาทางออก ด้วยการ แจ้งชื่อขอออกไปทำฟัน มั่ง ไปธนาคาร ไปหาหมอ แล้วก็หนีกลับมานอนบ้าน สบาย…

ช่วง ปลาย ม. 6 ก็เริ่ม มีแฟน เริ่ม รู้จักน้ำเปลี่ยนนิสัย เริ่มเฮฮากับพี่ๆเทคนิค แต่ก็ไม่ทิ้งเรียนนะ และยังทำงานอยู่เหมือนเดิม  ช่วงนี้ ก็ ทุกข์ เพราะแฟนไม่ได้ดั่งใจ … พอหาใหม่ ก็หาย 555   

(เห็นมั้ย ไม่เคยคิดจะเข้าวัดสักนิดดดดด เลย)

ช่วงปี 40 ที่เขาว่า เศรษฐกิจแย่ บริษัทเจ๊งกันระนาว ผู้คนหันเข้าหาวัดกันใหญ่  ส่วนตอนนั้น ฉันเพิ่ง 18 จบม.6 ใหม่ๆ โอ๊ย ไม่รู้จัก ว้ง วัด อะไรกัน อย่างมากก็แค่ ทำบุญตามวันสำคัญเท่านั้น
ที่สำคัญ ช่วงนี้ กินเหล้า สนั่นหวั่นไหว เดี๋ยวตกเย็น พี่คนนั้น คนนี้ ก็มาหา …อ่ะ ไป ปปปปปป… เพราะว่า ปีนี้ ว่างจากการเรียน 1 ปี เต็มๆ เพื่อนคนอื่น เขาเข้ามหาลัยกันหมด … มีฉันนี่ละ บ้าๆบอๆ  เรียนก็เก่งกว่าเขาเพื่อนนะ แต่เสือกไม่เรียน ได้โควต้า เรียนที่มหาลัย ดัง ด้วยซ้ำ ดันไปเรียนแค่ 2 อาทิตย์ แล้วก็ไม่ไปอีกเลย ด้วยเหตุผลที่ว่า "ขี้เกียจตื่นเช้า เรียนเช้า ตื่นไม่ไหว บ้านไกล" ….. และอนาคตของการอยากเป็น สืบ 2 ก็ได้หายไป นับแต่นั้น รู้แค่ว่า ยังไงความรักธรรมชาติก็ยังคงอยู่เช่นเดิมในใจ

ชีวิตช่วงนี้ เลยได้ไร้สาระที่สุด กลางวันทำงาน ตกเย็นกินเหล้า …. ยิ่งช่วงศุกร์ เสาร์ ยิ่งแล้ว กินกัน ยัน เช้าอีกวัน บางครั้ง เดินกลับบ้าน เห็น พระออกบิณฑบาตร เห็นผู้คนเริ่มออกมาทางงาน …  ได้รู้อะไรใหม่ๆ ได้เดินทาง ได้เรียนรู้ชีวิตของคนขายของแบกะดิน และได้รู้จักกับ ความรักจริงๆ  และไม่นาน ก็รู้จัก ความทุกข์เพราะการอกหักอย่างจริงจังเช่นกัน

ช่วงปี 41 เริ่มเข้ามหาลัยใหม่ ปีหนึ่ง ได้เรียนตอนบ่ายสมใจ และมหาลัยเดิม .. พร้อมกับมีความรักครั้งใหม่ .. และยังพบปะสังสรรค์กับรุ่นพี่เหมือนเดิม  ปลายๆปี ก็เริ่มรู้จักการ สับราง 555

ช่วงปี 42 .. ปีสองแล้ว ก็เอาแต่เรียน และกลับบ้าน อยู่กับสังคมเดิมๆแถวบ้าน

ปีสาม – ปีสี่ … ก็เอาแต่เรียน และก็อยู่กับเพื่อนที่มหาลัย จะทุกข์ ก็เรื่องเรียน เป็นหลัก และ แฟนไม่ได้ดั่งใจ ก็บางครั้งและเพื่อนนิดหน่อย เริ่มสนใจพระเครื่องบ้าง เริ่มรู้จักหลวงพ่อวัดนั้นวัดนี้ที่ดังๆ  เริ่มเที่ยวป่า เที่ยวเขา รักป่ารักเขารักธรรมชาติ

ปีสี่ตอนปลาย จนเรียนจบ.. เริ่มมีความรักครั้งใหม่ ความทุกข์เป็นไงไม่รู้จัก รู้แต่ว่า ใช่…เลย คนนี้ พร้อมกับได้เดินทางเคียงข้างกันไป

ปี 45 หลังเรียนจบ … เริ่มทำงาน แต่ก็ยังชอบเดินทาง และทุกการเดินทาง ก็ยังมีเขา  แต่ความทุกข์ แบบสุดๆ ในแบบฉบับรักมาราธอน ก็เริ่มเข้ามาเยือนทีละนิด ละนิด เหมือนกัน และ เริ่มรู้จัก เข้าวัดทำบุญ และจัดถวายผ้าป่าเป็นครั้งแรก

เริ่มไหว้วอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เริ่มอาศัยผลบุญ ให้ช่วยเหลือเรื่องนั้น เรื่องนี้

ปี 46-47-48 … ชีวิต อยู่กับ ร้าน(บ้าน)และแฟน .. ความทุกข์ ก็มาจากทั้งสองอย่างนั้นเป็นหลัก สลับกันไปในแต่ละวัน จนเริ่มเบื่อ การเดินทาง เริ่ม ลดน้อยถอยลง แต่ก็ยังมีอยู่บ้าง และทุกครั้งที่ไปก็ยังคงมีเขา   ชีวิตช่วงนี้ สุขได้ เมื่อมีเงินและเขา เป็นหลัก แต่ชีวิตเจ้ากรรม ก็ช่างนำพาซะจริง ๆ นานๆที ถึงจะครบองค์ประกอบ … กรรม… และชีวิตก็วนเวียนอยู่แค่นี้  ความเบื่อหน่ายเริ่มเข้ามา มากขึ้น มากขึ้นทุกที

ปี 49 หน้าที่การงาน ก็ยังไม่ดี ความรัก ก็เริ่มไม่ไหว แต่ยังพากัน ทำบุญเหมือนเคย  มีหมอดูเคย ทายไว้ว่า ปี 51-52 ฉันจะเริ่มเข้าศาสนา ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ก็อยากรู้ ว่าจะขนาดไหน…. ปลายปี จัดถวายผ้าป่าอีกครั้ง และก็ได้สัมผัสกับพลังบุญ จริงๆก็ในครั้งนี้เอง…ด้วยการอธิษฐาน "หากเขาไม่ใช่ ก็ขอให้บุญนี้ ส่งผลให้เราหมดเวรหมดกรรม กันซะที"  ไม่น่าเชื่อ ว่าบุญนั้นจะส่งผล ให้เราสามารถตัดเขาได้ โดยไม่เสียใจ ในต้นปี 50 …

ปี 50 เป็นปี ที่ฉันเริ่ม เรียนรู้ การทำอะไรคนเดียว โดยไม่มีเขาคอยช่วยเหลือเหมือนเคย  แรกๆ ก็ ทุกข์ เพราะเคว้ง … แต่ไม่นาน ก็เริ่มมีปัญหาใหม่ๆจากหน้าที่การงานเข้ามา อยู่เรื่อยๆ จนทำให้เราลืมความทุกข์นั้นไป … หลังจากเห็นผลบุญคราวนั้น ก็เริ่มอ่านหนังสือ,บทความเกี่ยวกับธรรมะ มาเรื่อยๆ เริ่มปลงกับชีวิต เริ่มศรัทธาในพลังบุญ แต่ลึกๆก็คือ ดับความอาลัยอาวรณ์น่ะเอง เช้าทำงาน มืดหน่อย ก็ขึ้นห้องพระสวดมนต์ นั่งสมาธิ ดับความฟุ้งซ่านของตัวเอง เริ่ม แสวงหาที่ปฏิบัติธรรม จนได้เริ่ม ปฏิบัติจริงๆจังๆครั้งแรก ก็ที่ ยุวพุทธิกสมาคม ตอนเดือนมิย. แต่ตอนนั้น ความทุกข์ กลับไม่ได้เป็นเพราะความรักที่ลืมไม่ลง แต่หลักๆจะมาจากการงานที่ทำมาหากินมากกว่า

ฉันเพิ่งมาคิดได้เอาตอน หลัง ว่า ปัญหาจากการทำมาหากิน มันทำให้เรา แย่ และทุกข์ มากกว่า การทะเลาะกับแฟนซะอีกนะ… ตอนแรกคิดว่า ไม่มีใคร แล้วจะสบาย ..ไม่ต้องทุกข์ ..แต่ปล่าวเลย ไม่ใช่เลย การไม่มีกิน มันหนักซะยิ่งกว่าการไม่มีแฟนอีก… 555

ปลายปี 50 อยู่ดีๆ พี่สาว ก็มาชวนไปเรียน หลักสูตรครูสมาธิ ที่วัดธรรมมงคล ไปมันทุกวันเลย เดินจงกรม นั่งสมาธิมันทุกวัน .. จนทำให้คิดถึง คำของหมอดู … แล้วก็นึกในใจว่า "ไรวะ ยังไม่ ปี51 เลย" อิอิ

ปี 51 – ช่วงนี้ …ทุกข์จากการทำมาหากินนั้นก็ยังมี อยู่ตลอด …การนั่งสมาธิ เริ่มซึมซับ เข้ามาเรื่อยๆ เริ่มอ่านหนังสือธรรมะ เล็กๆน้อยๆ  และ ยังคง ไปหาที่ปฏิบัติอยู่เมื่อมีโอกาส .. ยามทุกข์สุดๆ ก็ มักจะหันหาพระธรรม นั่งสมาธิ เพิ่อเป็นเครื่องช่วย

ล่าสุด หลังจากกลับมาจากพิษณุโลก มันทำให้รู้สึกเบื่อความวุ่ยวายทางโลก นึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านๆมา แล้ว… เกิดความคิด …1 อย่าง  ทำให้ต้องรำพึงกับตัวเองว่า .."รึ เขา ลิขิตให้เรา เป็น…วะ"

 

สรุปก็คือ อยู่ดีๆก็ งง ที่ ช่วงเวลาของชีวิตช่วงนี้ สนใจธรรมะซะเฉยเลย จากที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็น ทั้งๆที่เขา มักจะพูดกันว่า คนแก่มักจะหันหาวัด… แต่เรายังนี่หว่า… แล้วทำไมถึงหันหาวัดวะ … ก็เลยนึกถึงคำพูดอีกคำที่ฮิตติดปากกัน ว่า ไม่ทุกข์ ไม่เห็นพระธรรม …

เออ… สงสัย เราจะเป็นอย่างหลังมั้ง   

แล้ว เพื่อน อีกหลายๆคน ที่เรา ชักชวนให้เข้าหาวัดแล้วเขาไม่ไปล่ะ… .

ก็ได้คำตอบ ว่า "คงยังไม่ถึงเวลาของเขา" มั้งรึไม่ เขาก็คง ยัง ไม่ทุกข์ แบบสุดๆมั้ง 555

 

จบ…(เฮ้อ..จบซะที กับความคิด)

 

 

 

หนึ่งความคิดบน “ช่วงเวลา …. ของชีวิต

แนะนำ ติชม ให้กำลังใจ หรือ เล่าเรื่องราวที่อยากระบาย

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s