ปฏิบัติธรรม ที่ พิษณุโลก ตอน ได้รู้อดีตชาติ


 

28/7/51

เช้านี้ เราก็ไม่ได้ไปทำวัตรกะเขาอีก รู้สึก ตัวเอง ขยั้น ขยัน ยังไงไม่รู้นะ…

แต่ก็มา รอออกไปบิณฑบาตร … สุดท้าย ก็ไม่ได้ไป.. วันนี้งด รู้สึกว่า ที่วัด เขาจะมีเลี้ยงพระมั้ง ก็เลย ไปเอากับข้าวจากวัดมา

ได้ข่าวว่าแม่ใหญ่จะกลับมาถึงวันนี้ แต่ก็ไม่รู้นะว่ามายังไง … มารู้อีกทีว่ามาก็ตอนเพล ที่แม่สาว มาเรียก ให้ไปกราบคุณแม่ ตอนนั้นนั่งคุยกับน้องณาอยู่

ก็เลยลุกไปกราบคุณแม่ที่ศาลาโรงอาหาร แล้วก็ กินนมไป 1 กล่อง จริงๆกินไปแล้ว 1 กล่อง แต่เขาเรียกเข้าไป ก็เลย ต้องหาอะไรมากินอีก ไม่งั้น ก็จะโดนถามว่า "ทำไมไม่กิน" รึไม่ก็ " ไม่กินข้าวเหรอ"…. เพื่อหลีกเลี่ยงการตอบคำถามเหล่านั้น  ก็เลยต้องหาอะไรกิน ทำให้ อิ่มแปร้เลย…

แม่ชีใหญ่ หรือ คุณแม่ อำพัน… ยังดูแข็งแรง ดีอยู่เลย อายุ 77 แล้ว เราเข้าไปกราบ ท่าน พร้อมกับ พี่พัสรา  คุณแม่ก็ยิ้ม… ดูเป็นยิ้มที่ บ่งบอกว่า ท่าน ใส่ใจ ศิษย์ หรือ ญาติโยม ทุกคน ที่เข้ามาหาท่านอ่ะนะ .. ไม่ใช่ แค่ มองผ่านๆ .. นั่นละ ทำให้เรา รู้สึกว่า คุณแม่ท่านเมตตาสูง อย่างที่ใครๆว่าไว้จริงๆ

บ่ายสอง นัดแม่พรไว้ เพื่อออกกรรมอีก … คราวนี้ เราชวน ป้าพัชรี  มาออกด้วยกัน ป้าพัชรี… ก็เป็นผู้ใหญ่ ที่ ดู นุ่มนวลนะ เมื่อเช้าตอนกวาดใบไม้ ก็เข้ามาคุยกับเราเรื่องธรรมะ ท่านว่า ท่านอายุ 65 แล้ว อยากจะมาปฏิบัติอย่างนี้นานแล้วแต่ไม่มีโอกาสเพราะทำงาน พอได้เกษียณ ก็เลย ได้ทำบ่อยขึ้น .. ท่านว่า ไปคุยกับแม่ชีไพมา..ถึงวิธี นั่งสมาธิให้ได้นานๆ เพราะท่าน นั่งไม่เคยได้นาน แม่ไพ ก็สอนว่า ให้ดู กองลมขณะเข้า-ออก ไล่ไปเรื่อยๆว่า ลมนั้น ถึงไหนแล้ว … ป้าพัชบอกว่า เขาลองมาทำแล้ว รู้สึกว่าได้ผล ทำให้เขานั่งสมาธิได้เกือบชั่วโมงเมื่อวานนี้ .. ฉํนก็อนุโมทนาสาธุด้วย เพราะ ไม่รู้จะพูดอะไร แล้วก็คุยกัน เรื่องฟังซีดี ธรรมะ … ป้าพัชเขาบอกว่า ฟัง ซีดีนั้นซีดีนี้สิ เดี๋ยวจะเอามาให้ฟัง ไอ้เราก็ เออ..ตามน้ำไปไว้ก่อน เพราะ จะปฏิเสธไปก็เสียมารยาท ก็ไม่คิดว่าป้าเขาจะเอามาให้จริงๆ

เมื่อแม่พรมาแล้ว… เรากับป้าพัช ก็ต่างคนต่างนั่ง … คราวนี้ เรียกน้องณา มาถ่ายวีดีโอ ไว้ให้ดูด้วย.. ตอนแรก ก็ให้ป้าพัช แกนั่งก่อน แกออกอาการเร้ว เร็ว… ออก อาการแบบ ทุบตัวเอง ที่ต้นคอ ทุบ ทุบ ทุบๆๆๆๆๆ รัวๆๆอ่ะนะ เราก็นั่งมองใหญ่เลย ..จนแม่พร บอกว่า อย่ามัวแต่มอง นั่งได้แล้วก้อย….

คราวนี้มาถึงตาเราบ้าง…

ครั้งนี้ … อยู่ดี เราก็ค่อยๆ ก้มหลังลงไป ลง ลง ลง … พร้อมๆกับความรู้สึกว่า ปวดต้นคอจังเลย..เมื่อรู้อย่างนั้น เราก็เลย พยายามบอกตัวเองว่า "ยกตัวขึ้นสิ รึไม่ก็ยกคอขึ้นหน่อย เราอาจจะก้มมากไปก็ได้" เราก็เลยพยายามยกคอขึ้น เท่านั้นละ รู้สึกปวดจี๊ดดดดดด…. ทั้งที่ ไม่เคยเป็นอย่างนี้เลยนะ ตอนที่ออกเป็น พ่อดำทุ่ง ก็ก้มแบบนี้ แต่ไม่ปวดนะ คราวนี้ปวดจริงๆ ปวดมากๆด้วย จน ต้องร้อง "โอ๊ย โอ๊ย…ปวด ปวดเหลือเกิน" ….. แม่พรก็ว่าให้นึกซิ ว่าไปทำอะไรใครมา …..เราก็เลยถามตัวเองว่า ชาติที่แล้ว ลูกไปทำอะไรไว้ บอกด้วย จะชดใช้ให้ ครั้งนี้ รู้เวรรู้กรรมแล้ว…. "โอ๊ย โอ๊ย…ยยยยยยย" โห มันปวดจริงๆนะ ปวดแบบ ขยับคอไม่ได้.. ครู่หนึ่ง เราก็เห็น แว้บ แว้บ … เป็น ผู้ชาย สองคน นุ่ง โจงกระเบนสีน้ำตาลๆเก่าๆ แบบสมัยโบราณอ่ะนะ…

คนหนึ่ง คุกเข่า มือสองข้างเท้าพื้น ลักษณะเหมือน เก้าอี้…(เหมือนหมดทางสู้) ส่วนอีกคน ยืน เอาขาข้างหนึ่ง เหยียบหลังคนนั้นไว้… มือข้างขวา กำลัง ยกดาบ ทำท่าเหมือนกำลังจะฟันลงที่คอของคนนั้น… ในวินาที นั้น เรา สามารถบอกตัวเองได้ว่า ไอ้คนที่กำลังฟันนั้นน่ะ คือเราในชาติก่อนโน้น….. ฉันก็เลย พูดออกมาเบาๆ… ด้วยน้ำเสียง ที่เจ็บ เจ็บเหลือเกิน "ฟันคอคน…"…. แล้วในจิตนั้น เราก็รู้ด้วยว่า  อารมณ์ของเราตอนนั้น คือ โมโหมาก จะฟันคอมันให้ตาย …..

แม่พร ก็เลย บอกว่า… ใช้เขาไป เราทำเขาเจ็บ ใช้เขา แล้วลองนึก ขออโหสิกรรม ซิ … ดูซิ เขายอมมั้ย ….   อยากจะบอกว่า ตลอดเวลา ที่ปวดคอนั้น เราจะมีสติ บอกตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า ลองยกคอซิ ลองยกซิ ยกได้รึยัง … ตอนที่เห็นภาพนั้น ตอนนั้น ยกยังไงก็ยกไม่ขึ้นนะ … แต่พอ นึกขออโหสิกรรม อุทิศบุญกุศล ให้ นึกย้ำไป ย้ำมา …   อยู่พักหนึ่งน่ะ …จึง รู้สึกว่า คอเริ่มจะยกขึ้น และหายเจ็บ หายปวด… แต่ก็ยังคงปวดอยู่ ในระดับที่สามารถทนได้…ซึ่งผิดกับตอนแรก ที่ ทนไม่ไหว จนต้องร้อง โอ๊ย… ทีนี้พอ คอเริ่มยกได้ ก็เลย สั่งให้ตัวเอง ยกตัวขึ้นมาด้วย… ก็ลุกขึ้นมา นั่ง เหมือนเดิม  แล้วก็ พุทโธ ๆๆๆๆๆ ต่อไป…..

ครั้งที่สอง… หลังจากนั่ง บริกรรม เร็วๆ และแรงๆ อยู่ครู่นึง … อยู่ดีๆ ก็เห็นภาพ ผู้หญิง สองคน ใส่ชุด ไทย สีชมพู มีสไบ ด้วย เหมือนสมัย รัตนโกสินท์ตอนต้นมั้ง … รึเปล่าไม่รู้นะ … ถ้าเห็นภาพ จึงจะบอกได้ ว่าสมัยใด…  คนหนึ่ง กำลัง คุกเข่า แบบยืน ( เข่าอยู่กับพื้น แต่ก้นไม่ติดเท้าอ่ะ) สีหน้าแบบเกรงกลัว ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เพราะเขากำลัง ถูกผู้หญิงคนนั้น บีบคออยู่ ในจิตมันบอกว่า… เรา น่ะ คือ ผู้หญิง คนที่ยืน ที่กำลังบีบคอเขาอยู่ แล้วเราก็บีบคอเขา เพราะความหมั่นไส้ อยากจะแกล้งเล่นนักเชียว…. นั่นคือจิดมันบอกนะ ระหว่างที่ เห็นภาพนั้น … มือเราทั้งสองข้าง ก็ค่อยๆ ยกขึ้นมาที่คอด้วยนะ … มาทีละข้าง แล้วก็บีบคอตัวเองอย่างแรงอ่ะ… ได้ยินเสียงแม่พร บอกให้ ขออโหสิกรรม… เราก็รีบเลย รีบนึกขออโหสิกรรมทันที ก่อนที่จะบีบคอตัวเองไปมากกว่านี้….  แล้วมือสองข้าง ก็ค่อยๆ คลายลง คลายลง…..กลับไปนั่งบริกรรมต่อ… แม่พรก็ถามว่า พอรึยังคะ …. เราก็ส่ายหัว เพราะรู้สึกว่า อยากนั่งต่อ เหมือนมันจะมีอะไรมาอีกอย่างเงี้ย….. ก็เลย นั่งต่อ

ครั้งที่สาม… ฉันเริ่มร้องไห้… แล้วมือทั้งสองข้าง ก็ค่อยๆขยับไปข้างหลัง เหมือนโดนมัดมือไพล่หลังไว้  … แม่พรถามว่า เป็นอะไรคะ … เราตอบไม่ได้…  ตอนนั้น เหมือน เห็น ว่า ตัวเอง นั่ง เอาขาสองข้างเหยียบไปข้างหน้าและโดน มัดมืออยู่ กับหลัก แต่ไม่รู้ว่ามัดทำไม เพราะอะไร… พยายาม ไม่หยุดพุทโธ ยังคงนึกพุทโธอยู่ต่อไป จน เห็นว่า มีผู้ช้าย อีกคน ยืนอยู่ด้านหลังหลัก เหมือนเตรียมตัวจะประหาร ตัวเรา ก้บเพื่อน ที่โดนมัดอยู่กับหลัก(คนละหลัก) …

แม่พรถามว่า เราเป็นอะไร เป็นเพชรฆาต รึเปล่า    … เราส่ายหัว และพูดออกมาว่า … " … มันทำข้า…มันจับข้ามัดไว้"  ตลอดเวลา เราร้องไห้ มีน้ำตาไหลอยู่ตลอด แต่ไม่สะอื้นนะ และจิตมันก็บอกว่า ผู้ชายที่ยืนอยู่ กำลังกระทำเขา นั้นน่ะ คือตัวเราในชาติก่อนนั้น ..

"ใครคะ " แม่พรถาม

"ไอ้ยืน  …มันทำข้า ข้าเกลียดมัน"  จำได้ว่า ตอนนั้น ใบหน้าเราเหมือนกับโกรธและเจ็บแค้นมาก 

"แล้ว ไปทำอะไรไว้คะ เขาถึงทำแบบนี้"    ตอนนั้นรู้สึกว่า ยังไม่อยากตอบ มันแค้น มากกว่า

"ข้าอยู่มานานแล้ว…ข้าเกลียดมัน"

"เหรอ.คะ..แล้วจำได้มั้ย ว่าสมัยไหน…"   ในจิตเราก็แว้บเข้ามา ว่า พระนเรศวร แต่เราไม่กล้าพูด เพราะส่วนที่เป็นสติ มันก็แย้งว่า อาจจะเป็นเพราะเรามาพิดโลก .. ก็เลยนึกถึงพระนเรศวรก่อน … เราก็เลยไม่ตอบ  อยากจะบอกว่า ในจิตนั้น เห็น ไก่ด้วย สภาพแวดล้อมตรงนั้น เป็นลานดินกว้างๆแล้วมีบ้านเป็นบ้านไม้หลังคามุงจาก แบบบ้านชาวบ้านสมัยก่อนอย่างที่เราเห็นในหนังจักรๆวงศ์ๆช่อง 7 รอบๆบ้านก็จะมีบริเวณ เลี้ยงไก่ มีข้าวเปลือก อยู่ตามพื้นดิน

"นานแล้ว … มันจับข้ามัดไว้ ข้าเกลียด!" … แม่พรก็ถามย้ำอีก ว่าไปทำอะไรไว้ ย้ำหลายครั้ง เพราะเราไม่ตอบ ถามจนจิตมันบอก

"ข้าไปชอบเมียมัน เพื่อนข้าด้วย …มันจับได้ มันเลยเอาข้ามามัดไว้ แล้วมันก็ฆ่าข้า"

"แล้วท่านชื่ออะไรคะ บอกได้มั้ย…"

"คง กะ พัน…"   

"แล้วนายคง อโหสิ ให้เขาได้มั้ยคะ ตอนนี้ เขาสำนึกผิดแล้ว …(จากนั้นก็เหมือนพูดกับเรา) ลองซิ เขาอโหสิให้มั้ย"

เราก็ส่ายหัว ในจิตเราตอนนั้น มันมีแต่ความโมโหนะ  โกรธและเกลียดมากๆ อยากจะทำอะไรแรงๆสักอย่างให้เขาได้สำนึกงั้นน่ะ … แม่พรก็เลยถามต่อ ว่า "แล้วจะให้ร่างมันทำยังไง โกรธแค้นกันไป ไม่ดีหรอก เป็นเวรเป็นกรรมกันเปล่าๆ จริงมั้ยคะ"

ในจิตเหมือนรับรู้ และ คล้อยตาม แต่ก็ยัง โกรธอยู่ จึงระบายออกมา "ไม่ มันทำข้า ..ก่อนข้าตาย ข้าสาปแช่งมัน ให้มันได้รับรู้ เกิดชาติไหนๆขอให้มันเป็นอย่างข้า ให้มันไม่สมหวัง ให้มันไปชอบคนที่เขามีเจ้าของแล้ว…."

"นายยืน เขาก็ได้รับทุกข์นั้นแล้ว… แล้ว อโหสิกรรมให้กัน ไม่ได้เหรอคะ ท่านจะได้ไปเกิด นี่ท่านยังไม่ได้ไปเกิดใช่มั้ย"

"ใช่ ..ข้าอยู่มานานแล้ว อยู่มาตั้งแต่สมัยพระนเรศวร" น้ำเสียง เหมือนตอกย้ำตัวเองยังไงยังงั้น  ..(แล้วเราก็เริ่มร้องไห้อีก ด้วยความเจ็บแค้น เหมือนมันแค้นอยู่ในอก)..แล้วในจิต มันก็เห็น เหมือนเป็น ภาพค่อยๆเลื่อนไปทางซ้ายนะ เลื่อนจากที่ นายคงนั่งอยู่ ไปทางหน้าบ้าน  ก็เห็น ผู้หญิง คนหนึ่งนั่งอยู่ที่บันไดหน้าบ้าน จิตบอกว่า นั่นคือเมียนายยืน แต่ไม่เห็นหน้าและไม่รู้ว่าในชาตินี้ผู้หญิงคนนั้นมาเกิดเป็นใครและเกี่ยวข้องอะไรกับเรารึเปล่า ตอนนั้นก็ยังคงร้องไห้อยู่

แม่พร ก็ พยายามพูดให้อโหสิ ประมาณว่า (คร่าวๆนะ) อาฆาตแค้นกันไปแค้นกันมา ก็จะเป็นเวรเป็นกรรมกัน ก่อนที่นายยืนจะมาทำนายคงแบบนี้ ชาติก่อนๆนั้น นายคง ก็คงต้องทำนายยืนมาก่อนจริงมั้ย ผลัดกันทำอยู่อย่างนี้ ก็ไม่จบไม่สิ้น ใช่มั้ย แล้วมาชาตินี้เนี่ย นายยืนเขามาเกิดใหม่เขาก็ไม่ได้มารับรู้ความเจ็บแค้นนั้นเลย มีแต่นายคง ที่ไม่ยอมไปเกิดแล้วอาฆาต และทุกข์อยู่ฝ่ายเดียว สู้นายคง อโหสิกรรมให้กันดีกว่ามั้ย เพราะนายยืนชาตินี้เขาก็ยินดีรับผิดแล้ว อโหสิให้กันแล้วนายคงก็ไปเกิดใหม่ ไม่ดีกว่าเหรอ รับผลบุญแล้ว อยากเกิดเป็นอะไรก็เลือกอธิษฐานเอาเลย จะได้ไม่ต้องเป็นเวรเป็นกรรมกันอีก จะให้ดีก็เกิดใหม่เพื่อสั่งสมบุญแล้วไปนิพพาน ไม่ต้องเกิดอีกเลยดีกว่ามั้ย

ขณะที่แม่พรพูดนั้น จิตเราก็เหมือนกับคิดตามไปด้วยนะ ตอนแรกๆก็โกรธ ยังไงก็ไม่ยอม ลองใช้สติขออโหสิกรรมในจิต ก็ยังรู้สึกว่างเปล่า พอฟังไปเรื่อยๆแล้วอยู่ดีๆ ความโกรธ มันก็หายไป.. และเหมือนเห็นภาพใบหน้าผู้ชายมาพยักหน้าให้ เหมือนกำลังบอกอะไรเรา แต่เราก็รู้ว่านั่นคือนายคง พอเห็นแบบนั้น อยู่ดีๆจิตมันก็นึกถึงคำว่าอโหสิแล้วเราก็พยักหน้าออกมา สักพักปากเราก็พูดออกมา "เออ… กูโหสิ …กูโหสิให้มึง ไอ้ยืน…"    พร้อมกับเห็นภาพเดิมที่นายยืนกำลังยืนอยู่หลังนายคงตอนแรก แต่ครั้งนี้ จิตพุ่งไปที่นายยืนมากกว่า  ซึ่งผิดกับตอนแรกที่จิตนั้นพุ่งไปที่นายคง เหมือนกับจะบอกให้นายยืนรับรู้(ซึ่ง รวมคำว่าอโหสิ ที่จิตบอกได้ 3 ครั้งนะ  คือตอนเห็นภาพคนพยักหน้า 1 ครั้ง กับปากพูดอีกสองครั้ง)

หลังจากที่พูดคำว่า อโหสิ ออกมา เสร็จแล้ว สติก็รับรู้ .. ว่า จิตมันโล่งงงงงง… โล่งจริงๆเลย   แม่พรถามว่า อยากได้อะไรมั้ย จะให้นายยืนชาตินี้ เขาทำให้   …ภาพมันก็แว้บเข้ามา เป็นภาพพระสงฆ์ 3 รูป กำลัง รับบิณฑบาตรจากผู้ชายคนหนึ่ง  จีวรของพระในภาพนั้น เหลืองอร่าม สวยมาก และพระทั้งสามรูปก็ยืนเรียงกัน เป็นแถว!สวยอ่ะ สวยจริงๆนะ แล้วก็เห็นภาพแกงสีแดงๆซ้อนขึ้นมาแล้วจิตก็บอกว่า แกงนั้น คือเนื้อ  ก็เลยพูดออกมา ว่า   "แกงเนื้อ … ใส่บาตรด้วยแกงเนื้อ"   แม่พร ก็ถามว่า เอาพระกี่รูป … " 3" …

"จะเอาอะไรอีกมั้ยคะ"    เราก็ส่ายหัว … แต่สติ พยายาม นึกคำ แผ่เมตตา และอุทิศบุญให้นางคง กะนายพันอยู่ตลอด จนจิตมันก็ว่างเปล่า…และโล่งไปเลย…. จึงเอา สติมา กำหนดอยู่ที่พุทโธใหม่ และคราวนี้ ก็ นึกพุทโอยู่ได้ไม่ขาด จน เข้าสู่การนั่งสมาธิ ปกติ และแผ่เมตตา เป็นอันว่าจบการออกกรรมในครั้งนี้   ดูเวลาแล้ว เกือบๆ ห้าโมงเลยนะ ……โอ้โห!

หลังจากออกจากสมาธิ แม่พร ก็ทำหน้าที่เหมือนเดิม คือมาทบทวนเหตุการณ์ให้เราฟัง แม่พรบอกว่า เราน่าจะอยู่ต่ออีกสักหน่อย เพราะกรรมกำลังเริ่มทยอยมา อย่างวันนี้ มาตั้งสามเรื่อง …จริงๆแล้ว เราตั้งใจว่าจะกลับพรุ่งนี้เช้า พอแม่พรพูดแบบนี้ ก็เลย อยู่ต่ออีกสัก 1 วัน เลื่อนไปกลับวันมะรืนคือวันที่ 30 …

 

แนะนำ ติชม ให้กำลังใจ หรือ เล่าเรื่องราวที่อยากระบาย

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s